Personal Health Record และการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างโรงพยาบาล ระหว่างหน่วยงานและระหว่างโรงพยาบาลกับผู้ใช้งาน

treconwebsite Digital Health and Wellness December 28, 2018

ปัจจุบัน ประชาชนเริ่มสนใจในการดูแลตัวเองมากขึ้น และเริ่มเห็นความสำคัญในการเก็บข้อมูลสุขภาพของตนเองไว้ติดตามแนวโน้มสุขภาพ จึงทำให้ระบบข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้น โดยข้อมูลที่เกี่ยวข้อง แบ่งออกเป็น ข้อมูลสุขภาพที่ได้จากสถานพยาบาล ข้อมูลสุขภาพจากสถานประกอบการ ข้อมูลจากหน่วยงานประกันสุขภาพ และข้อมูลสุขภาพที่ทำการบันทึกเองจากที่บ้าน

ข้อมูลสุขภาพที่ได้จากสถานพยาบาล   จะเป็นเพียงข้อมูลบางส่วนจากทั้งหมดของข้อมูลที่บันทึกไว้ในสถานพยาบาล เป็นข้อมูลที่คนไข้ควรทราบ เช่น ข้อมูลผลการตรวจสุขภาพ ข้อมูลประวัติการรักษา ช้อมูลประวัติการได้รับยา/แพ้ยา ข้อมูลการวินิจฉัยโดยแพทย์ เป็นต้น ตัวอย่างข้อมูลที่ผู้ตรวจสุขภาพได้จากสถานพยาบาลในสมุดตรวจสุขภาพ ประกอบด้วย

  1. รายละเอียดข้อมูลผู้เข้ารับการตรวจสุขภาพ เช่น เลขประจำตัวประชาชน เลข Hospital Number หมายเลขโทรศัพท์มือถือ อีเมล หมายเลข passport (ถ้ามี) ที่อยู่ เลขที่ หมู่บ้าน ถนน ตำบล อำเภอ จังหวัด รหัสไปรษณีย์ พิกัดบ้าน เพศ วันเดือนปีเกิด วันที่ตรวจ
    เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของนายจ้าง (กรณีตรวจตามแพคเกจนายจ้าง)
  2. ประวัติส่วนตัว (Personal History) เช่น สถานภาพสมรส การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ โรคประจำตัว ยาที่ใช้ประจำ การแพ้ยา / สาร อาการสำคัญที่ต้องการปรึกษาแพทย์
  3. ประวัติในอดีต (Past History) เช่น การผ่าตัด ประวัติอื่นๆ
  4. การตรวจร่างกายโดยทั่วไป (Physical Examination) เช่น สภาพร่างกายโดยทั่วไป ดัชนีมวลกาย ความสูง น้ำหนัก เส้นรอบเอว ชีพจร ความดันโลหิต สายตา การตรวจตาบอดสี
  5. การตรวจร่างกายโดยแพทย์ เช่น ตา หู คอ จมูก ต่อมไทรอยด์ ปอดและทรวงอก หัวใจ ท้องและอวัยวะในช่องท้อง ต่อมน้ำเหลือง
    ระบบทางเดินปัสสาวะ แขนและขา ระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ ผิวหนัง
  6. การตรวจทางห้องปฏิบัติการ เช่น หมู่เลือด ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด
  7. การตรวจปัสสาวะ เช่น Color, Turbidity, Sp.gravity, pH, Protine, Glucose, Erythrocytes, Ketones, Bilirubin, WBC (cells/HP) , RBC (cells/HP), Sq.Epi. (cells/HP)
  8. การตรวจอุจจาระ เช่น ( Occult blood ), Color, OvaParasite, WBC, RBC
  9. การตรวจสารชีวเคมีในเลือด เช่น ตรวจหาระดับน้ำตาลในเลือด (FBS) น้ำตาลสะสมในเลือด (HbA1C) ตรวจการทำงานของไต (Creatinine) ตรวจการทำงานของไต (BUN) ตรวจหารกรดยูริค (Uric Acid) ตรวจหาคลอเรสเตอรอลในเลือด (Cholesterol)
    ตรวจหาไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด (Triglyceride) คตรวจหาระดับไขมันความหนาแน่นสูงชนิดดี (HDL) ตรวจหาระดับไขมันความหนาแน่นสูงชนิดร้าย (LDL) การทำงานของตับ
  10. การตรวจภูมิคุ้มกันวิทยา เช่น ตรวจคัดกรองโรคเลือด (Hb Typing) ตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบี (HBsAg) ตรวจหาภูมิคุ้มกันไวรัสตับอักเสบบี (HBsAb) ตรวจหาการเคยสัมผัสไวรัสตับอักเสบบี (HBcAb) ตรวจหาภูมิคุ้มกันบกพร่อง (Anti-HIV) ตรวจหาเชื้อซิฟิลิส (VDRL) ตรวจหาภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน (Anti-Rubella lgG)
  11. การตรวจเอ็กซ์เรย์ทรวงอก (Chest X ray)
  12. การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG)
  13. การตรวจอัลตราซาวด์ช่องท้อง (Ultrasound)
  14. การตรวจปัจจัยเสี่ยงมะเร็งเต้านม (Mammogram)
  15. การตรวจปัจจัยเสี่ยงมะเร็งเต้านม (Ultrasound Breast)
  16. การตรวจปัจจัยเสี่ยงมะเร็ง (Tumor Marker)
  17. การตรวจภายใน (PV) และตรวจหามะเร็งปากมดลูก (Pap Smear)
  18. การตรวจลำไส้ใหญ่ด้วยเครื่องเอ็กเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Colonography)
  19. การตรวจความสมบูรณ์ของเชื้ออสุจิ (Semen Analysis)
  20. การตรวจสมรรถภาพการมองเห็น
  21. การตรวจสมรรถภาพการได้ยิน
  22. ความหนาแน่นของกระดูก (Bone Densitometer)
  23. การตรวจหาปริมาณแคลเซียมของหลอดเลือดหัวใจ (CT CACS)
  24. การตรวจด้าน Toxicology หรือการตรวจโลหะหนัก เช่น Chromium (โครเมียม) Lead (ตะกั่ว) Nickle (นิกเกิล) Manganese (แมงกานีส) Copper (ทองแดง) Zinc (สังกะสี) Aluminium (อลูมิเนียม) เป็นต้น

ข้อมูลสุขภาพจากสถานประกอบการ เป็นข้อมูลที่เก็บไว้ที่สถานประกอบการ โดยเจ้าของข้อมูลเป็นผู้เก็บไว้หรือสถานประกอบการดำเนินจัดเก็บข้อมูล เช่น ข้อมูลการเจ็บป่วยหรือการได้รับยาในห้องพยาบาล ข้อมูลการขาดงาน ข้อมูลโรคหรืออุบัติเหตุในการทำงาน ข้อมูลการเบิกจ่ายประกันสุขภาพพนักงงาน ข้อมูลผลการตรวจสุขภาพก่อนเข้างาน ตรวจสุขภาพประจำปี หรือการตรวจสุขภาพตามปัจจัยเสี่ยง เป็นต้น

ข้อมูลจากหน่วยงานประกันสุขภาพ ข้อมูลที่เก็บไว้ในหน่วยงานที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการประกันสุขภาพ หรือ ประกันชีวิต หรือหน่วยงานกลางที่ดูแลสิทธิการรักษาต่างๆ เช่น สำนักงานประกันสังคม สำหรับผู้ใช้สิทธิประกันสังคม กรมบัญชีกลาง สำหรับสิทธิข้าราชการ หรือ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำหรับสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า (บัตรทอง / บัตร 30 บาท)  เช่น ข้อมูลประวัติการรักษา การใช้ยา ค่ารักษาพยาบาล สถานพยาบาล การวินิจฉัย การเบิกจ่าย เป็นต้น

ข้อมูลสุขภาพที่ทำการบันทึกเองจากที่บ้าน เป็นข้อมูลสำคัญที่ขาดหายไปในระบบข้อมูลสุขภาพ เนื่องจากเกี่ยวข้องกับการที่ผู้ป่วยจะต้องบันทึกข้อมูลสุขภาพ หรือ การดำรงชีวิตของตนเอง เพื่อประโยชน์ในการติดตาม การวินิจฉัย หรือการรักษา ซึ่งผู้ป่วยมักจะไม่สามารถบันทึกข้อมูลได้ต่อเนื่อง เพียงพอ เช่น ข้อมูลความดันโลหิต ข้อมูลระดับน้ำตาลในเลือดที่ตรวจด้วยเครื่องตรวจน้ำตาลในเลือดด้วยตนเอง ข้อมูลน้ำหนัก/ส่วนสูง ข้อมูลการกินหรือโภชนาการ ข้อมูลอาการเจ็บป่วย ข้อมูลการออกกำลัง ข้อมูลการกินยา/ฉีดยา/การได้รับยา ข้อมูลประวัติการเจ็บป่วยในครอบครัว หรือข้อมูลด้านสุขภาพจิต เป็นต้น

สังเกตว่า ข้อมูลต่างๆมีหลายรูปแบบทั้งตัวอักษรหรือภาพ มีหลายแหล่งที่มา การบูรณาการข้อมูลสุขภาพในรูปแบบข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือ ระเบียนสุขภาพส่วนบุคคลอิเล็กทรอนิกส์ จึงเป็นแนวทางสำคัญในการเก็บรวบรวมข้อมูล และใช้ประโยชน์ต่อข้อมูล ในการดูแลรักษาและส่งเสริมป้องกันโรคได้ดียิ่งขึ้น โดยการรวบรวมข้อมูลและแบ่งปันข้อมูลร่วมกันจำเป็นต้องใช้มาตรฐานข้อมูลเพื่อการจัเก็บและเรียกใช้งานอย่างเป็นระบบ มีการขอความยินยอมของผู้ป่วย การรักษาความลับและรักษาความปลอดภัยของระบบที่ดี 

การจัดทำการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างสถานพยาบาล ในด้านข้อมูลยา ควรใช้บัญชีข้อมูลยาและรหัสยามาตรฐานของไทย TMT (Thai Medicines Terminology) ในการเชื่อมโยงข้อมูลยาและรหัสยามาตรฐานเดียวกัน ส่วนข้อมูลผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการควรใช้รหัสมาตรฐานสากลที่ใช้ระบุชนิดของการตรวจทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ และการตรวจทางคลินิก  LOINC (Logical Observation Identifiers Names and Codes) ในการเชื่อมโยงข้อมูลผลการตรวจทางห้องปฏิบัติการ 

การเชื่อมโยงโดยการกำหนดระดับของข้อมูลที่ต้องการเชื่อมโยงและกำหนดความหมายและรหัสที่ใช้เชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกัน

โดยอาจนำร่องเชื่อมโยงข้อมูลในระยะแรกในข้อมูลที่ไม่ซับซ้อน หรือ การตรวจที่ต้องใช้ข้อมูลร่วมกันเป็นประจำ ตัวอย่างการใช้ รหัสมาตรฐานสากลที่ใช้ระบุชนิดของการตรวจทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์ และการตรวจทางคลินิก  LOINC โดยกำหนดตารางการตรวจ และรหัส LOINC รวมถึงคำอธิบายเพื่อความเข้าใจที่ตรงกัน แล้วให้สถานพยาบาลทำการจับคู่รหัสมาตรฐาน LOINC กับรหัสการตรวจปัจจุบัน ตัวอย่างตารางที่สถานพยาบาลแต่ละแห่งจะใช้อ้างอิงข้อมูลร่วมกัน ดังนี้

การตรวจ

LOINC

LongName

Comment

ชีพจร

8867-4

Heart rate

ตรวจชีพจร

BMI

39156-5

Body mass index (BMI) [Ratio]

ตรวจ BMI

ความดันโลหิต Diastolic

8462-4

Diastolic blood pressure

ความดันโลหิต Diastolic

ความดันโลหิต Systolic

8480-6

Systolic blood pressure

ความดันโลหิต Systolic

ตรวจน้ำตาลในเลือดจากปลายนิ้ว

1556-0

Fasting glucose [Mass/volume] in Capillary blood

ตรวจน้ำตาลในเลือดจากปลายนิ้ว

ตรวจน้ำตาลในเลือดจากพลาสม่า

1558-6

Fasting glucose [Mass/volume] in Serum or Plasma

ตรวจน้ำตาลในเลือดจากพลาสม่า

Hba1c

4548-4

Hemoglobin A1c/Hemoglobin.total in Blood

ตรวจสัดส่วน (%) HbA1c ต่อ Total Hemoglobin ในเลือด

การเชื่อมโยงข้อมูลร่วมกันโดยอาศัยมาตรฐานที่ชัดเจนและยอมรับร่วมกัน จะช่วยให้ข้อมูลที่เชื่อมโยงกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้ประโยชน์สูงสุดต่อผู้ป่วย

เขียนโดย
นายพงษ์ชัย เพชรสังหาร ผู้พัฒนาระบบระเบียนสุขภาพอิเล็กทรอนิกส์ส่วนบุคคลสำหรับดูแลผู้ป่วยเบาหวาน Diamate โดยเชื่อมโยงข้อมูลการตรวจที่บ้านและการรักษาที่โรงพยาบาล

เชิงอรรถ

ดร.นพ.บุญชัย กิจสนาโยธิน  ได้กล่าวสรุปว่า ข้อมูลสุขภาพส่วนบุคคล หรือ Personal Health Record (PHR) หมายถึง ข้อมูลสุขภาพของบุคคลที่ส่วนหนึ่งได้จากการตรวจหรือรับการรักษาที่สถานพยาบาล และส่วนหนึ่งมาจากข้อมูลของตนเอง เช่น จากอุปกรณ์สวมใส่ (Wearable) คนดูแลคือเจ้าของข้อมูลเอง (1) ดร.นพ.นวนรรน ธีระอัมพรพันธุ์ ได้กล่าวถึงHIE (Health Information Exchange) หรือการแลกเปลี่ยนข้อมูล มีความสำคัญ เปรียบเหมือน ATM in HealthCare คือโรงพยาบาลแต่ละแห่งคือ ATM แต่ละตู้ที่สามารถเชื่อมต่อกันได้ (2)

อ้างอิง
1. ดร.นพ.บุญชัย กิจสนาโยธิน  2. ดร.นพ.นวนรรน ธีระอัมพรพันธุ์
เสวนาทางวิชาการเรื่อง “EHR, PHR & Health Information Exchange.” Persistent Challenges and New Strategies to Enabling  ealth Reform